Keep Walking ของknes by…first Magazine

Keep Walking

ก้าวย่างอย่างมั่นใจในสไตล์ ธนดล นิลนพรัตน์

 

 

 

หลายคนรู้จักเขาในนาม Knes แต่ชื่อจริงของเขาคือ เนสธนดล นิลนพรัตน์

เขาเคยออกอัลบั้ม ‘Play’ กับต้นสังกัดแกรมมี่จนมีแฟนคลับล้นหลาม และกลายเป็นรุ่นแรกของดีเจสุดฮิปของคลื่นสุดร้อน ‘Hot Wave’ ที่หันมาเป็นนักร้อง

ด้วยความแรงที่ฉุดไม่อยู่ ค่ายเกมทางประเทศเกาหลีจึงติดต่อเอาตัวเขาไปเป็นคาแรกเตอร์หลักในเกมออนไลน์สุดฮิต ‘Tales Runner’

ปัจจุบันเขาเป็น VJ ให้กับ Pop Channel และเป็นพิธีกรให้กับอีกหลายรายการ

ก่อนจะหันเหความสนใจมาเปิดธุรกิจร้านอาหารที่มีชื่อว่า Wii Pizza รวมไปถึงการสวมบทคอลัมนิสต์เขียนงานลง first และนิตยสารเล่มอื่นๆ เป็นครั้งคราว

ล่าสุดเขากำลังจะมีสมุด Photo Book ที่เอ็กซ์พอร์ตไปขายไกลถึงแดนกิมจิ และอัลบั้มโกอินเตอร์ฯ ครั้งแรกของเขาก็กำลังจะเป็นรูปเป็นร่าง

Talk ฉบับนี้เราจึงพา หนุ่มปักษ์ใต้ ที่ดังไปไกลจนถึงแดนกิมจิมาคุยกันอย่างหมดเปลือก

รับรองว่าเมื่อสาว first ได้รู้จักตัวตนของเขาก็คงต้องร้องตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “Let’s Go Knes”

 

เป็นคนกล้าแสดงออกแบบนี้มาตั้งแต่เด็กหรือเปล่า

ถ้าเมื่อตอนเด็กก็จะซนมาก ชอบเล่นกับเพื่อนตามประสาเด็ก แต่พอเริ่มเข้า .1 ก็จะเป็นคนนิ่งๆ ขี้อาย ไม่กล้าพูดกล้าคุยกับผู้ใหญ่ เพราะที่บ้านผมจะเน้นสอนในเรื่องการเคารพผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก เวลานั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ก็ต้องนั่งให้เรียบร้อย มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าบางทีที่ผมจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา มันจะดูเหมือนก้าวร้าวและไม่ให้ความเคารพผู้ใหญ่ ผมเลยกลายเป็นคนไม่กล้าพูด

แต่พอเข้ามาเป็นรุ่นแรกของ G-Juniorได้ไปฝึกอบรมอะไรหลายๆ อย่าง และยิ่งมีพี่คนหนึ่งมาสอนว่า สิ่งที่ผมคิดมันไม่ถูกต้อง เวลาที่ผมต้องการอะไรควรที่จะพูดออกมา เพื่อที่คนอื่นจะได้รับทราบ ตั้งแต่นั้นผมเลยเริ่มปรับบุคลิกภาพตัวเองให้มีความกล้ามากขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้ผมดูมีเสน่ห์ขึ้นนะ (ยิ้ม) ผมว่าเด็กทุกคนก็คงไม่ต่างจากผมหรอก ตอนยังเล็กก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่พอโตขึ้นมาทั้งเวลาและทุกอย่างมันจะสอนเอง

 

ก้าวแรกที่เข้ามาสู่วงการบันเทิง

            ผมโชคดีที่ได้รู้จักกับพี่แพร เธอเป็นฝ่ายจัดหาศิลปินให้กับบริษัทแกรมมี่ เธอชวนให้ผมไปลองสมัครเข้าโครงการค้นหาศิลปินรุ่นใหม่ของทางแกรมมี่ ซึ่งจะออกเป็นแนวเด็กๆ หน่อยประมาณ G-Junior จะเรียกว่าเป็นโครงการต้นแบบของ G-Junior ก็ว่าได้

            แล้วผมก็ลองเข้าไปคัดตัวดูตามคำชักชวน ตอนนั้นมีคนเข้ามาคัดตัวหลายร้อยคนเลยนะครับ ผมก็พยายามอย่างเต็มที่จนมาติดอยู่ในยี่สิบคนสุดท้าย จากนั้นทางโครงการก็จะนำอายุของแต่ละคนมาดู แล้วเขาก็เห็นว่าแต่ละคนมีอายุที่แตกต่างกัน จึงเรียกค่ายเพลงต่างๆ ในเครือแกรมมี่ อาทิ Maker Head, Green Bean ฯลฯ มาเลือกตัวพวกเราทั้งยี่สิบคนไปสังกัดตามความเหมาะสม

            Maker Head ก็เลือกผมเข้าไปสังกัด เพราะตอนนั้นเขามีแผนว่าจะทำศิลปินกลุ่ม ซึ่งในกลุ่มที่ผมอยู่นั้นก็จะมี เป๊ก ผลิตโชค อยู่ด้วย และทางค่ายก็วางไว้เลยว่าจะให้ผมกับเป๊กออกอัลบั้มร่วมกัน เป็นศิลปินคู่ดูโอ แต่ด้วยความที่แนวเพลงที่เราถนัดนั้นต่างกัน เพราะผมจะชอบแนวเพลงแบบที่ต้องออกลีลาการเต้นสักหน่อย โปรเจ็กต์นี้ก็เลยต้องพักไว้ ผมเลยต้องรอไปก่อน

            โดยระหว่างที่ผมรอนั้นก็จะมีงานพิธีกรเสนอเข้ามา ซึ่งผมก็ตอบรับทันที เพราะอยากที่จะลองอยู่แล้ว ก็เลยได้ไปเป็นพิธีกรรายการ Teen Center ที่ออกอากาศทางช่อง 5 เป็นรายการแรก ซึ่งมีรูปแบบเป็นรายการเพลง จากนั้นก็ไปเป็นพิธีกรให้กับรายการ TITV Asian Series ซึ่งช่วงนั้นซีรีส์เกาหลี ญี่ปุ่นจะดังมาก ส่งผลให้รายการที่ผมทำกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

แล้วไปนั่งอยู่หลังไมค์ที่คลื่นร้อนได้อย่างไร

          เรื่องนี้ผมก็โชคดีอีกแล้ว เพราะพี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) เธอเห็นผมในโทรทัศน์แล้วรู้สึกว่า ผมมีคาแรกเตอร์ที่พูดจากวนๆ แต่พูดเป็นภาษาแบบบ้านๆ ที่สื่อสารเข้าใจง่าย เวลาฟังแล้วก็อยากที่จะฟังต่อ ไม่เหมือนพิธีกรทั่วไป เธอก็เลยชวนผมมาจัดรายการวิทยุที่ฮอตเวฟ

                จัดรายการครั้งแรกก็ได้ช่วงเช้าเลย 8 โมง ถึง 11 โมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พี่โจ้อัครพล ธนะวิทวิลาศดูแลอยู่ แต่พอดีพี่เขาป่วยจึงอยากจะขอพัก ผมเลยต้องเข้ามาสวม ซึ่งยอมรับครับว่ากดดันมากๆ เลย เพราะพี่เขาทำไว้ดีมาก และมีแฟนรายการที่ต้องบอกว่าล้นหลามเลยทีเดียว

ยิ่งก่อนวันที่ผมจะไปจัดรายการ ผมได้ฟังพี่โจ้จัดรายการ แล้วเขาพูดออกมาว่าเดี๋ยวปีใหม่ที่จะถึงจะมีดีเจคนใหม่ชื่อเนสมานั่งแทนโอโหผมรู้สึกเลยว่าจริงๆ แล้วผมไม่ได้อยากจะมานั่งแทนที่ แต่อยากจะมาดูแลคนฟังต่อจากพี่ และไม่เคยคิดที่จะเทียบชั้น แต่ทำทุกอย่างด้วยเจตนาที่ดี อยากจัดรายการแล้วทำให้คนฟังมีความสุขเหมือนที่พี่เขาทำไว้

ซึ่งวันแรกนั้นกดดันมากๆ ครับ เพราะช่วงที่ผมเข้าไปทำนั้นเป็นช่วง Prime Time ของทางวิทยุเลย ตอนนั้นจะเรียกกันว่า Morning Show ที่โดยปกติแล้วจะไม่ค่อยมีนักจัดรายการคนไหนอยากจะเข้ามาทำ เพราะกลัวว่าจะมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ผมก็โชคดีที่ผ่านมาได้ และก็ทำต่อมาเรื่อยๆ จนมีแฟนรายการเป็นของตัวเอง

 

อยู่หลังไมค์แล้วทิ้งงานหน้าจอไปเลยหรือ

ก็ไม่นะครับ เพราะหลังจากเริ่มจัดรายการวิทยุได้ปีกว่า งานทางโทรทัศน์ก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ เลย อาทิ Wake Club ทางช่อง 5 ซึ่งเป็นรายการเพลง, ทางเลือกทางหลวง ทางช่อง 7 ซึ่งเป็นรายการแนะนำเส้นทางในกรุงเทพมหานคร แล้วก็มี โลกมหัศจรรย์ ทางช่อง 9 ซึ่งเป็นรายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ก็ยังมีงาน MC ตามงานอีเวนต์ต่างๆ อีก และล่าสุดก็ได้ไปเป็นวีเจให้กับ Pop Channel ทางเคเบิลทีวีด้วยครับ

 

แล้วงานเพลงที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกล่ะ                

                ปลายปีที่แล้วก็เพิ่งมีอัลบั้มแรกชื่อว่า Play เป็นอัลบั้มเดี่ยวของตัวผมเองเลย เป็นแนว R&B Dance มีจังหวะสนุกๆ ครับ เพลงในอัลบั้มส่วนใหญ่เป็นเพลงเร็วเสียเยอะ เพราะว่าเอามาจากตัวตนของผม คือผมไม่อยากให้มันออกมาดูเศร้ามาก ผมไม่ค่อยชอบความเศร้าเท่าไร

                ในเรื่องกระแสตอบรับก็ถือว่าดีนะครับ มีคนชื่นชอบ อาจเพราะช่วงที่ออกอัลบั้มผมออกรายการโทรทัศน์เยอะ และยังมีคาแรกเตอร์ของตัวเองอยู่ในเกมออนไลน์ของเกาหลีด้วย ก็เลยทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น และสนใจที่จะติดตามผลงานเพลงของผมที่ออกมา

                แต่ผมก็มีปัญหานิดหน่อย พอดีได้ยินมากับหูเลยว่า คนที่เป็นดีเจแล้วมีอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเอง คลื่นวิทยุที่ไม่ใช่สังกัดจะไม่ค่อยเปิดเพลงให้สักเท่าไร ตรงนี้มันทำให้ผมรู้สึกน้อยใจครับ คืออันที่จริงที่ผมทำเพลงออกมาก็เพื่ออยากให้คนที่ได้ฟังเขามีความสุขกับเสียงเพลงของผม แต่ก็ดันมีคนไม่ชอบด้วยเหตุผลใดก็ตามซะอย่างนั้น ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะผมก็มีสื่อกลางอย่าง Channel V กับ Pop Channel ที่ช่วยเปิดเพลงของผมอยู่ตลอด ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี่ด้วย

 

โอโหมีคาแรกเตอร์อยู่ในเกมออนไลน์ของเกาหลีด้วย

                ครับ พอดีคนเกาหลีเขาเห็นผมทางโทรทัศน์ เขาก็เลยมาดูว่าจะเอาผมมาทำคาแรกเตอร์ในเกมออนไลน์ที่เขากำลังจะผลิตได้หรือไม่ พอดีผมดูมีลักษณะเป็นคนที่ซนๆ หน่อย และดูอายุไม่มากและน้อยจนเกินไป จึงไปตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ เขาก็เลยเลือกผม

                ผมก็เลยได้ไปเป็นคาแรกเตอร์ในเกม ‘Tales Runner’ ซึ่งเป็นตัวละครเอกที่ในเนื้อเรื่องนั้นผมจะต้องนำพาเพื่อนๆ วิ่งแข่งหลบสิ่งกีดขวางที่เกิดขึ้น ก็ดีครับ เพราะเวลาเล่นเกมไปนั้นก็จะได้ยินเสียงพากษ์ที่เป็นของผม รวมไปถึงเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และประวัติทุกอย่างก็จะเป็นของผมหมดเลย และที่เยี่ยมไปกว่านั้นคือ ผมได้มีโอกาสไปร้องเพลง ไปโชว์ตัวที่เกาหลีด้วย แล้วเวลาเดินอยู่ที่เกาหลีนี่คนก็จะตื่นเต้นกันที่เห็นผม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เล่นเกมนี้

 

เลยกำลังจะมีอัลบั้มโกอินเตอร์ฯ ที่เกาหลี

ตอนนี้มีค่ายเพลงอยู่สองค่ายที่ค่อนข้างจริงจังครับ เขาก็เข้ามาคุยแล้วก็มีข้อเสนอมาให้ ซึ่งผมก็พยายามไตร่ตรองอย่างดี ชั่งน้ำหนักในหลายๆ เรื่อง เพื่อที่จะได้ไม่เกิดผลกระทบที่แย่กับตัวเอง ง่ายๆ เลยคือผมไม่อยากไปแทนใคร เพราะตอนแรกเขาจะให้ผมไปแทนหนึ่งในสมาชิกของวงหนึ่งที่นั่น แต่ผมปฏิเสธด้วยการพูดตรงๆ กับเขาเลยว่า ถิ่นใครก็ถิ่นมันนะครับ แฟนใครก็แฟนมัน ถ้าเกิดว่าผมไปแล้วแฟนๆ ที่นั่นเขาไม่ตอบรับผม ผมก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็เลยต้องร้องเพลงรอไปก่อน รอให้มันถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม

แต่เดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ คิดว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ผมก็จะมี Photo Book เล่มหนึ่งที่จะส่งออกไปวางขายที่ประเทศเกาหลีโดยใช้ชื่อว่า ‘Nes First Photo Book’ เพราะเป็น Photo Book เล่มแรกของผม ซึ่งจะมีสองภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาเกาหลี

นอกจากนั้นใน Photo Book เล่มนี้ก็จะมีรูปภาพของผมในสถานที่สำคัญๆ และสวยงามในประเทศเกาหลี ซึ่งจะเป็นมุมที่คนส่วนใหญ่แทบจะเข้าไปไม่ถึง อย่างเช่นร้าน Coffee Prince ที่เขาจะไม่ค่อยให้เข้าไปถ่ายรูปเลย แต่ผมก็ได้ลิขสิทธิ์นี้ในการเข้าไปถ่าย รวมไปถึงแง่มุมอื่นๆ ที่เมื่ออ่านแล้วต้องบอกว่า เฮ้ยมีแบบนี้ด้วยเหรอ เพราะบางสิ่งบางอย่างใน Photo Book ของผมคนเกาหลีเองก็อาจจะไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักเลยก็มี

แล้วที่พิเศษสุดคือใน Photo Book ของผม จะมีซิงเกิลเพลงของผมแถมไปด้วย โดยทางแกรมมี่จะช่วยดูให้ในส่วนนี้ ก็คือการทำเพลงไทยออกมาในดนตรีที่ดูสากลมากขึ้น เพื่อสอดรับกับการไปแปลงเป็นเวอร์ชั่นเกาหลีที่ผมได้นักแต่งเพลงชื่อดังของเกาหลีมาเขียนเนื้อเพลงให้

ที่ทำเช่นนี้มันก็เหมือนกับการแนะนำตัวผมเองว่า ผมเป็นนักร้องนะ ผมมีความสามารถด้านการร้องการเต้นด้วย เพราะทางแกรมมี่เขามีโปรเจ็กต์ Cross Culture Asian ซึ่งผมก็อยู่ในโปรเจ็กต์นี้ร่วมกับ กอล์ฟไมค์, ไอซ์ศรัณยู และ พี่เจมส์ เรืองศักดิ์ ดังนั้นอัลบั้มต่อไปของผมน่าจะได้รับการ Cross Culture กับทางเกาหลี หลังจากที่ Cross Culture ในเรื่องของเกมมาแล้ว

 

ได้ข่าวว่ามีร้านพิซซ่าเป็นของตัวเอง

ครับ ก็เพิ่งเปิดไปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมนี้เอง คือจริงๆ แล้วผมอยากเป็นพ่อครัว อยากทำอาหารนะ เคยทำอาหารให้คนอื่นทานแล้วเขาบอกว่าอร่อย ผมก็มีความสุข และผมเป็นคนชอบกินพิซซ่าอยู่แล้วเป็นปกติ แต่ประเทศเราพิซซ่าแบบราคาถูก แบบเด็กๆ สามารถซื้อทานได้มันไม่ค่อยมีหรอก ส่วนใหญ่จะได้ทานกันก็ต้องเป็นโอกาสพิเศษ

แต่พิซซ่าของผมเนี่ย ชื่อว่า Wii Pizza ก็เหมือนพิซซ่าของเรา คือทุกคนสามารถที่จะเลือกได้ว่าอยากจะทานหน้าไหน แบบไหน มันไม่จำเป็นต้องฮาวายเอี้ยน ซีฟู้ด เพราะเรามีทอปปิงกว่ายี่สิบชนิดให้เลือก ชอบแบบไหนก็หยิบใส่เลย หนึ่งแผ่นทานได้ถึงสองคน ด้านราคาก็ 99 บาทเท่านั้น ส่วนราคาต่ำสุดก็ 79 บาทเอง ซึ่งมันก็ไม่ได้แพงมาก ทุกคนจึงสามารถที่จะซื้อทานเองได้โดยที่ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษอะไร

แล้วแป้งที่ผมใช้ทำพิซซ่าก็เป็นสูตรพิเศษ ขอบอกเลยว่าผมไม่ได้โฆษณาเกินจริงนะ ถ้าใครลองมาทานแล้วจะรู้เลยว่า แป้งของผมนั้นมันจะเหมือนผสมอะไรสักอย่างที่เมื่อทานแล้วจะรู้สึกว่าไม่เลี่ยน และน้ำสต็อกที่เอาไว้ทาบนหน้าพิซซ่าก็เป็นสูตรสำคัญเลย อันนี้ผมลงทุนไปเรียนกับคนไต้หวันมาเองเลย อีกทั้งชาเกาหลีที่ผมนำเข้ามาจากเกาหลีแท้ๆ ทั้ง ชาพีช ชาราสเบอร์รี่ ชามะนาว และที่พิเศษสุดก็คือน้ำแข็งที่เป็นเหมือน Ice Ball ซึ่งต้องลองมาทานดูเองแล้วจะรู้ว่าต่างจากน้ำแข็งทั่วไปอย่างแน่นอน

ไหนๆ ผมก็ขอเชิญเลยแล้วกันนะครับ เชิญไปลองทานพิซซ่าสูตรของผมดูที่ Wii Pizza สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 4 ครับ ผมรับรองว่าถูกปาก ถูกใจ และราคาไม่สูงอย่างที่คิด เร็วๆ นี้ก็วางแผนว่าจะเปิดอีกสาขา แต่ตอนนี้ก็กำลังดูๆ สถานที่อยู่ครับ

 

ครอบครัวว่าอย่างไรกับงานที่ทำบ้าง

คุณพ่อจะชอบบอกว่า ได้อะไรมาก็ควรจะเผื่อเหลือเผื่อเก็บไว้ ตอนนี้ผมเลยขอรับภาระในการผ่อนบ้านเอง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายของผมกับน้องในด้านต่างๆ คือผมอยากให้ตัวเองได้รู้สึกอยู่ตลอดว่ามีภาระ ไม่งั้นเดี๋ยวจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายหมด จริงๆ คนเป็นวัยรุ่นทุกคนแค่แบบว่าไม่เดือดร้อนที่บ้านก็โอเคแล้ว

 

เอาพลังจากไหนมาทำงานที่เยอะขนาดนี้

ผมเห็นตัวอย่างจากคุณพ่อผมครับ เพราะคุณพ่อผมเคยเปรียบเทียบให้ผมฟังว่า ท่านมาจากศูนย์เลย จากคนที่ไม่มีอะไร คุณพ่อเคยเป็นแค่คนส่งของ เป็นแค่เด็กขับรถสิบล้อ แล้วท่านก็สู้ตลอดเวลา ทำงานตลอดเวลา ท่านยังเคยบอกผมเลยว่า อายุแค่นี้เราจะเหนื่อยไปเพื่ออะไร เหนื่อยทำไม

แล้วผมก็รู้สึกว่าวันนี้ผมก็เหมือนคุณพ่อเมื่อตอนเด็ก ทุกอย่างที่ทำได้ผมก็ทำ ไม่ปฏิเสธ ไม่หมิ่นเงินน้อย เพราะฉะนั้นแค่รู้สึกว่ามันต้องทำ มันก็จะรู้ว่ามันต้องทำจริงๆ แค่นั้นแหละ แล้วมันจะรู้สึกเลยว่างานที่ทำมันก็แค่นั้นเอง ไม่เห็นมีอะไรเหนื่อยเลย เดี๋ยวก็ค่ำแล้ว เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ผมยังรู้สึกเลยว่า 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันมันน้อยเกินไป อยากจะต่อเวลาให้มันได้ทำโน่นทำนี่ได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญจะได้เหลือเวลาสำหรับอยู่กับครอบครัวด้วย

 

วางอนาคตของตัวเองไว้แบบไหน

ผมกะไว้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว ผมอยากให้คุณพ่อกับคุณแม่หยุดทำงานทุกอย่าง ให้ท่านได้อยู่สบายๆ ได้ทำอะไรตามที่ตัวท่านต้องการ โดยที่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างนั้นผมจะรับผิดชอบเอง ถ้าทำได้ ผมจะมีความสุขมากครับ ผมต้องการแค่นี้ก็พอแล้ว ขอแค่ให้เลี้ยงคุณพ่อกับคุณแม่ได้

ข้อความนี้ถูกเขียนใน อะไรๆ...ที่เป็น knes...ธนดล นิลนพรัตน์ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s